ขั้นตอนขอสินเชื่อส่วนบุคคลแบบง่ายๆ

ความแตกต่างระหว่าง บัตรเครดิต กับ บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคลซึ่งจะประกอบไปด้วยอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยก็จะแตกต่างกันไป ในการตัดสินที่จะทำบัตรเป็นเรื่องที่คิดหนักเพราะไม่แน่ใจตัวเองว่าควรจะทำบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดดี

ขั้นตอนขอสินเชื่อส่วนบุคคลแบบง่ายๆ

สินเชื่อได้เข้ามามีความสำคัญมากขึ้นสำหรับผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่มองหาเงินทุนสำรองหรือต้องการเงินเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน โดยที่สินเชื่อของสถาบันการเงินก็มีการแยกประเภทของสินเชื่อออกเป็นประเภทต่างๆอย่างมากมาย ซึ่งประเภทของสินเชื่อสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ สินเชื่อส่วนบุคคล และ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

สินเชื่อส่วนบุคคล จะแยกออกเป็นหลักๆคือ สินเชื่อประเภทบัตร บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด รวมถึงสินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อเงินสด เป็น ซึ่งประเภทของสินเชื่อส่วนบุคคลจะเป็นประเภทของสินเชื่อที่มีวงเงินไม่สูง และไม่ต้องมีหลักคํ้าประกันแต่อย่างใด สำหรับการขอสินเชื่อประเภทนี้

สินเชื่อเพื่อธุรกิจ เป็นสินเชื่อที่ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ รวมถึงการขยายธุรกิจ ประเภทสินเชื่อนี้จะมีอายุของการกู้ที่มากกว่า 5 ปี และการขอสินเชื่อประเภทนี้ผู้ขอจะต้องใช้ทรัพย์สินเพื่อเป็นหลักคํ้าประกัน เพราะเนื่องจากสินเชื่อประเภทนี้จะมีวงเงินที่สูง การวางหลักประกันเพื่อให้สถาบันการเงินมั่นใจได้ว่าผู้กู้จะไม่ผิดนัดชำระ

จากที่แบ่งชัดเจนสำหรับประเภทของสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อเพื่อธุรกิจแล้วนั้น จะขอกล่าวถึงขั้นตอนสำหรับการสมัครสินเชื่อ ในส่วนของขั้นตอนสำหรับการสมัครสินเชื่อทั้งแบบส่วนบุคคลและสินเชื่อเพื่อธุรกิจ นั้นจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของเอกสารและระยะเวลาในการผ่อนชำระ ซึ่งจะแบ่งได้ดังนี้

- ผู้ขอสินเชื่อต้องทำการเปรียเทียบสินเชื่อและเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงินก่อนตัดสินใจ โดยการหาข้อมูลที่ต้องการจะสมัครขอสินเชื่อนั้นๆของแต่ละสถาบันการเงินให้ครบถ้วน จากนั้นทำการเปรียบเทียบในด้านของดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนชำระที่สถาบันการเงินให้ ซึ่งแต่ละสถาบันการเงินจะมีอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาในการผ่อนชำระคืนที่แตกต่างกัน แม้ว่าสินเชื่อจะเป็นสินเชื่อประเภทเดียวกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเงื่อนไขของการสมัครก็มีความแตกต่างด้วยเช่นกัน ขึ้นอยู่กับวงเงินหรือประเภทสินเชื่อที่ขอ เช่น หากขอสินเชื่อบัตรเครดิต ผู้สมัครจะต้องมีเงินเดือน 15,000 บาท และทำงานมาแล้ว 6 เดือน หากเงื่อนไขตรง ก็สามารถทำการสมัครได้ แต่วงเงินที่ได้รับก็อาจจะแตกต่างกันระหว่างแต่ละสถาบันการเงิน และสิทธิประโยชน์ของบัตรแต่ละสถาบันการเงินก็จะแตกต่างกันด้วย รวมถึงการสะสมคะแนนก็แตกต่างกัน เช่น สถาบันการเงิน A ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร 100 บาท สามารถทำการสะสมคะแนนได้ 2 คะแนน แต่ในขณะที่สถาบันการเงิน B ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร 100 บาท สามารถทำการสะสมคะแนนได้ 3 คะแนน เฉกเช่นเดียวกันสำหรับการขอสินเชื่อเพื่อบ้าน เช่น สถาบันการเงิน A ให้ระยะเวลาผ่อนชำระได้ 6 ปี แต่สถาบันการเงิน B ให้ระยะเวลาผ่อนชำระได้ 7 ปี

- เมื่อทำการเปรียบเทียบเงื่อนไขและข้อมูลที่จำเป็นของแต่ละสถาบันการเงินเสร็จสิ้นแล้ว และตัดสินใจที่จะเลือกสถาบันการเงินใดแล้ว ให้ทำการตรวจสอบสถานะการเงินของตนเองว่าในแต่ละเดือนจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระสินเชื่อนั้นๆเท่าไหร่ และรายได้ครอบคลุมกับรายจ่ายที่ต้องชำระหรือไม่ หากครอบคลุมและยังสามารถแบกรับภาระของแต่ละเดือนได้ ให้ทำการตัดสินใจที่จะเลือกสินเชื่อของสถาบันการเงินนั้นๆ แต่เงื่อนการตัดสินใจนี้ จะมีความแตกต่างจากสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทบัตรเครดิต เพราะการใช้จ่ายบัตรเครดิตจะแตกต่างจากสินเชื่อเพื่อบ้านหรือสินเชื่อเพื่อธุรกิจและอื่นๆ ที่จะมีการกำหนดเงินที่ต้องชำระแบบตายตัวอยู่แล้ว แต่สำหรับบัตรเครดิตค่าชำระในแต่ละเดือนจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าในแต่ละเดือนใช้มากใช้น้อยต่างๆกัน และขึ้นอยู่กับวินัยในการใช้จ่ายผ่านบัตรด้วย

- มาถึงขั้นตอนการสมัครเพื่อขอสินเชื่อ ในส่วนนี้สำหรับช่องทางการสมัครก็ขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อที่ขอ หากสินเชื่อที่ขอมีวงเงินที่สูงเช่น สินเชื่อเพื่อธุรกิจ หรือสินเชื่อเพื่อบ้านและคอนโด ผู้สมัครสินเชื่อจะต้องเดินทางไปที่สาขาของสถาบันการเงินนั้นๆด้วยตนเอง แต่สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด ผู้สมัครสามารถทำการสมัครผ่านออนไลน์บนหน้าเว็บไซต์ของผู้ให้บริการได้ทันที โดยเมื่อทำการกรอกข้อมูลผ่านออนไลน์เสร็จสิ้น จะมีเจ้าหน้าที่เดินทางมารับเอกสารจากผู้สมัคร ซึ่งช่องทางนี้จะเพิ่มความสะดวกให้กับผู้สมัคร แต่วิธีการนี้ก็มีช่องโหว่ให้กับกลุ่มมิจฉาชีพที่นำเอกสารของผู้สมัครไปคัดลอกเพื่อนำไปขอสินเชื่ออื่นๆ โดยที่ผู้สมัครไม่รู้ตัว ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้สมัคร ดังนั้นสำหรับช่องทางการสมัครที่ปลอดภัยที่สุดคือผู้สมัครควรทำการสมัครด้วยตนเองที่สาขาที่เดินทางสะดวกของสถาบันการเงินนั้นๆ โดยสามารถยื่นเอกสารโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินนั้น อีกทั้งยังเป็นการลดขั้นตอนในการจัดส่งเอกสารและระยะเวลาในการพิจารณาก็จะรวดเร็วขึ้น

- เมื่อมาถึงขั้นตอนยื่นเอกสารเสร็จสิ้นแล้ว และทางสถาบันการเงินได้อนุมัติปล่อยสินเชื่อที่ได้ทำการขอ ทางสถาบันการเงินจะให้ทำการอ่านเอกสารและรายละเอียดเงื่อนไขต่างๆ ตรงจุดนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากสำหรับผู้ที่ยื่นขอสินเชื่อ เพราะรายละเอียดเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ขอสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินที่ต้องชำระในแต่ละเดือน และดอกเบี้ยต่างๆที่เกิดขึ้นหากมีการชำระไม่ตรงกับวันที่สถาบันการเงินได้กำหนดไว้ ประโยชน์ที่จะได้รับจากการอ่านรายละเอียดปลีกย่อยที่มาพร้อมกับเอกสารนั้นจะช่วยให้ผู้ขอสินเชื่อทั้งประเภทสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อเพื่อธุรกิจมีความเข้าใจในเรื่องของเงื่อนไขแล้วยังจะเป็นประโยชน์หากเกิดความผิดพลาดไม่ตรงกับเงื่อนไขที่ระบุในเอกสาร ผู้ขอสินเชื่อสามารถทำการเรียกร้องสิทธิได้ และเพื่อป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินเอาเปรียบผู้ขอสินเชื่อด้วยเช่นกัน

- ในส่วนสุดท้ายก็คือในเรื่องของเอกสารที่จะใช้เพื่อยื่นขอสินเชื่อ เอกสารแต่ละประเภทสำหรับการขอสินเชื่อก็จะแตกต่างๆกัน ขึ้นอยู่กับทางสถาบันการเงินจะตั้งเงื่อนไขสำหรับผู้ขอให้จัดเตรียมเอกสารใดบ้าง ซึ่งสำหรับสินเชื่อประเภทบัตร ผู้ขอเพียงมีเอกสารสลิปเงินเดือน และสมุดบัญชี ก็สามารถสมัครบัตรเครดิตได้แล้ว แต่สำหรับสินเชื่อที่มีวงเงินสูงเช่น สินเชื่อเพื่อธุรกิจหรือสินเชื่อบ้าน จะมีเอกสารที่จะต้องสำแดงเพิ่มขึ้น เช่น เอกสารจดทะเบียนบริษัท และบัญชีรายรับรายจ่ายของบริษัท

จากที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งมวลเพื่อชี้ให้เห็นถึงวิธีการสมัครวินเชื่อว่วนบุคคลและสินเชื่ออื่นๆ ซึ่งในชั้นตอนนั้นจะแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ คือ ชั้นตอนการศึกษาข้อมูลเปรียบจุดเด่นและจุดด้อยของสินเชื่อแต่ละสถาบันการเงิน เมื่อสามารถทำการเลือกสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ต้องการได้แล้ว จึงมาสู่ขั้นตอนการสมัครขอสินเชื่อ ซึ่งในขั้นตอนนี้จะเป้นขั้นตอนที่สำคัญเนื่องจากการสมัครขอสินเชื่อไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่ออื่นๆ ผู้สมัครจะต้องจัดเตรียมเอกสารให้ครบตามที่สถาบันการเงินร้องขอ รวมถึงผู้สมัครจะต้องไม่มีประวัติค้างชำระหรือมีประวัตในข้อมูลเครดิตบูโร เพราะการตรวจสอบข้อมูลของสถาบันการเงินจะตรวจสอบจากเครดิตบูโรเป็นอันดับแรก เมื่อมาถึงขั้นตอนการพิจารณาแล้วผลปรากฎว่าผ่านการอนุมัติ ก็มาถึงขั้นตอนการรับสินเชื่อ ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่สำคัญที่ผู้ขอสินเชื่อจะต้องทำการอ่านรายละเอียดและเอกสารให้ละเอียดเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเอง และเพื่อจะทราบเงื่อนไขที่จำเป็นด้วย ดังนั้นการขอสินเชื่อจึงไม่ใช่เรื่องที่ยาก แต่สิ่งที่ยากกว่าคือวินัยของผู้ขอสินเชื่อนั้นเอง ที่จะต้องสามารถชำระค่างวดในแต่ละเดือนให้ครบและไม่ขาดส่งค่างวด