ความแตกต่างระหว่าง บัตรเครดิต กับ บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคลซึ่งจะประกอบไปด้วยอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยก็จะแตกต่างกันไป ในการตัดสินที่จะทำบัตรเป็นเรื่องที่คิดหนักเพราะไม่แน่ใจตัวเองว่าควรจะทำบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดดี


รู้เรื่องเครดิตบูโร

สมัครบัตรเครดิตต้องรู้เรื่องเครดิตบูโร

การมีบัตรเครดิตสักใบอาจจะเป็นเรื่องที่หลายคนเริ่มจะให้ความสำคัญกันมากขึ้น เพราะในปัจจุบันหลายสถาบันการเงินมีการปรับเปลี่ยนประเภทของบัตรให้ตรงกับไสฟ์สไตล์ของผู้สมัครมากขึ้น มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ในการใช้บัตรที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสะสมคะแนนหรือการแลกของสมนาคุณต่างๆ นี้จึงเป็นเหตุให้จำนวนบัตรเครดิตที่ถูกปล่อยเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน และเฉลี่ยของผู้ที่มีบัตรต่อคนก็จะพกบัตรอย่างน้อย 2 ใบ ซึ่งจากเหตุผลที่หลายคนพกบัตรเครดิตมากกว่า 1 ใบ ทำให้มีภาระมากขึ้นในแต่ละเดือน หากไม่มีวินัยในการใช้จ่าย ก็นำมาซึ่งการเป็นหนี แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีบัตรเครดิตเลยแต่กำลังตัดสินใจที่จะสมัครบัตรเครดิต ควรที่จะตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆให้พร้อมก่อนที่จำทำการสมัครโดยเฉพาะในเรื่องของเครดิตบูโร

เครดิตบูโร คือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เป็นองค์กรกลางที่มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลด้านสินเชื่อและบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดของทุกคนที่ทำธุรกรรมด้านสินเชื่อกับทางสถาบันการเงิน ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้จะถูกรวบรวมมาจากธนาคารและ Non Bank ข้อมูลเหล่านี้จะเปิดให้สถาบันการเงินและบุคคลทั่วไปเข้าไปตรวจสอบข้อมูลด้านการเงินของตนเอง หรือของผู้สมัครสินเชื่อได้ เพื่อดูสถานะการเงินด้านสินเชื่อต่างๆ ว่ามีสถานะปรกติหรือมีสถานะค้างชำระหรือเป็นหนี้หรือไม่ มีประวัติการชำระที่ล่าช้าหรือชำระแบบขั้นตํ่าหรือไม่ ชำระตรงตามเวลาที่สถาบันการเงินได้กำหนดไว้หรือไม่

ข้อมูลที่จะถูกรวบรวมไว้นั้นจะประกอบด้วยสองส่วนคือ

- ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า คือ ชื่อที่อยู่ วันเดือนปีเกิด อาชีพ หมายเลขบัตรประชาชน สถานภาพการสมรส ซึ่งจะเป็นข้อมูลด้านพื้นฐานทั่วไปของผู้สมัคร

- ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการขอสินเชื่อ ทั้งที่อนุมัติ และไม่ผ่านการอนุมัติ ในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่สถาบันการเงินจะตรวจสอบว่าผู้สมัครได้เคยมีประวัติการขอสินเชื่อไปกับสถาบันการเงินใดบ้าง และได้รับการอนุมัติหรือไม่ได้รับการอนุมัติ รวมถึงประวัติการชำระด้วย โดยข้อมูลจะไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเงินฝากหรือกำไรจากการซื้อหุ้น แต่จะเป็นการแสดงหนี้เสียต่างๆที่ผู้สมัครมีเท่านั้น

- การตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเอง

ในกรณีที่ผู้สมัครเป็นบุคคลธรรมดาสามารถทำการข้อตรวจสอบข้อมูลด้านเครดิตของตนเองได้เองได้ที่สาถบันการเงินที่ทำการติดต่อเพื่อขอสินเชื่อ โดยแจ้งความประสงค์กับสถาบันการเงินนั้นเพื่อขออำนวยความสะดวก นอกจากนั้นยังสามารถติดต่อได้โดยตรงที่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เอกสารในการขอตรวจสอบจะประกอบด้วย

⒈ เจ้าของข้อมูลยื่นขอตรวจสอบด้วยตนเอง แสดงเอกสารหลักฐาน ดังนี้

กรณีบุคคลธรรมดา

บัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง หรือบัตรประจำตัวบุคคลต่างด้าวตัวจริงเพื่อนำมาแสดง

กรณีผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุุรกิจ

สำเนาหนังสือรับรองของนิติบุคคล ที่รับรองไว้ไม่เกิน 3 เดือน ซึ่งออกโดยกระทรวงพานิชย์ และลงนามรับรองความถูกต้องโดยคณะกรรมการผู้อำนาจในการลงนาม

สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาหนังสือเดินทางของกรรมการผู้มีอำนาจ และลงนามรับรองความถูกต้อง พร้อมตัวจริงนำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่อง ตราประทับของนิติบุคคล (ถ้ามี) เพื่อใช้ประกอบการยื่นขอคำขอตรวจสอบข้อมูลเครดิต

⒉ ในกรณีที่ผู้ต้องการตรวจสอบข้อมูลไม่สามารถเดินทางไปด้วยตนเอง สามารถทำการขอข้อมูลได้โดยวิธีการมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมาดำเนินการแทน แสดงเอกสารหลักฐาน ดังนี้

กรณีบุคคลธรรมดา

หนังสือมอบอำนาจบุคคลธรรมดา ทำการกรอกรายละเอียดและลงนามให้สมบูรณ์ครบถ้วน

สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่ให้มอบอำนาจ และลงนามรับรองความถูกต้อง พร้อมตัวจริงมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่อง

สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ และลงนามรับรองความถูกต้อง พร้อมตัวจริงมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่อง

กรณีนิติบุคคล

หนังสือมอบอำนาจนิติบุคคล กรอกรายละเอียดและลงนามให้สมบูรณ์ เพื่อยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่อง

สำเนาหนังสือรับรองของนิติบุคคล ที่รับรองไว้ไม้เกิน 3 เดือน ที่ออกโดยกระทรวงพานิชย์ และลงนามรับรองความถูกต้องโดยกรรมการผู้มีอำนาจประทับตราของนิติบุคคล เพื่อยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่อง

สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาหนังสือเดินทางของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัท และลงนามรับรองความถูกต้องพร้อมตัวจริง เพื่อยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่อง

สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาหนังสือเดินทางของผู้รับมอบอำนาจ และลงนามรับรองความถูกต้อง พร้อมตัวจริงนำมาแสดง เพื่อยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่อง

- ความถูกต้องของข้อมูลและระยะเวลาที่ข้อมูลมีถึง

ในส่วนนี้ในบางครั้งข้อมูลอาจจะมีความคาดเคลื่อน ที่เกิดจากสถาบันการเงินไม่ได้ส่งข้อมูลล่าสุดไปที่ ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ซึ่งประวัติที่ค้างชำระอาจจะยังคงค้างอยู่ แม้ว่าจะได้มีการปิดบัญชีไปแล้ว แต่ปัญหานี้จะพบในกรณีที่ผู้มีประวัติค้างชำระ เพิ่งได้ทำการปิดบัญชีไปเมื่อต้นเดือน แต่ทางสถาบันการเงินส่งเรื่องไปที่ ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ แล้ว แต่ข้อมูลยังไม่ได้เป็นข้อมูลล่าสุด เพราะจะต้องนำเข้าสู่ระบบ ซึ่งข้อมูลล่าสุดจะปรากฎเป็นสถานะปิดบัญชีก็จะกินระยะเวลาไปถึงช่วงกลางเดือน ซึ่งในช่วงปลายเดือนผู้สมัครสามารถตรวจสอบได้อีกครั้งว่าข้อมูลได้มีการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง

- หากมีประวัติติดอยู่ใน Blacklist

Blacklist คือ การที่บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ได้ขึ้นทะเบียนบุคคลหรือนิติบุคคลต้องห้ามในการขอสินเชื่อ โดยที่บริษัทมีเพียงหน้าที่ในการรายงานสถานะของผู้สมัครบัตรเครดิต หรือขอสินเชื่อต่อสถาบันการเงินเมื่อมีการร้องขอ เพื่อตรวจสอบยอดขอสินเชื่อและวงเงินค้างจ่าย หรือที่เรียกว่าสรุปข้อมูลสินเชื่อ ซึ่งจะเป็นรายงานในเรื่องข้อมูลที่มีรายละเอียดการขอสินเชื่อและการผ่อนชำระ สถานะการปิดยอดชำระ รวมถึงการบอกสถานะต่างๆ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ในอดีต และสรุปออกมาเป็นสถานะบัญชี ที่จะรายงานออกมาแจ้งว่าสถานะของผู้ขอสินเชื่ออยู่ในสถานะไหน โดยในส่วนของรายงานสถานะสินเชื่อ จะแบ่งออกเป็นระยะเวลาเวลาตั้งแต่ 30 วัน 60 วัน 90 วัน 120 วัน เมื่อตรวจสอบแล้วผมว่ามีประวัติติด Blacklist สามารถแก้ไขได้ด้วยการ ตรวจสอบว่ามีการผิดนัดชำระและไม่ชำระหนี้หรือชำระล่าช้าไปนานเท่าไหร่แล้ว โดยจะมีการบันทึกในช่วง 60 วัน เป็นต้นไป ถ้าผู้สมัครขอสินเชื่อไม่สามารถผ่อนจ่ายชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้หรือสถาบันการเงินจะให้โอกาสลูกหนี้ในการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการให้ระยะเวลาเพิ่มหรือลดเงินต้นลง รวมถึงจัดระเบียบการผ่อนชำระใหม่ (ซึ่งจะขั้นอยู่กับการชำระ และจำนวนเงินต้น รวมถึงเงื่อนไขและกฎของแต่ละสถาบันการเงิน)

ถ้าลูกหนี้ไม่มีความสามารถที่จะชำระหนี้ได้เลย ไม่ว่าจะเสนอปรับโครงสร้างหนี้ หรือลดหนี้ให้ก็แล้ว ทางเจ้าหนี้จะออกเอกสารทวงถามและเข้าสู่การฟ้องร้องในศาล และจะถูกรายงานในข้อมูลเครดิตว่ามีความผิดปกติสูง ซึ่งจะส่งผลต่อการสมัครขอสินเชื่อหรือการทำธุรกรรมในด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อกับสถาบันการเงินในอนาคตด้วย บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติจะเก็บข้อมูลไว้ในระบบเป็นระยะเวลาถึง 3 ปี หลังจากนั้นผู้ที่ต้องสมัครบัตรเครดิต หรือขอสินเชื่อกับทางสถาบันการเงินจึงจะสามารถขอสินเชื่อใหม่ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของธนาคารหรือสถาบันการเงิน

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเครดิตบูโร ที่จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทันที่เมื่อมีการสมัครบัตรเครดิตหรือขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เพราะเป็นที่แรกที่สถาบันการเงินจะตรวจสอบว่าผู้สมัครมีประวัติผิดนัดชำระหรือถูกขึ้นบัญชี Backlist หรือไม่ หากตรวจสอบไม่พบการผิดนัดชำระและประวัติการชำระสดใส ก็จะผ่านการอนุมัติ แต่ถ้าพบประวัติไม่ใสก็อาจจะไม่ได้รับการพิจารณา ดังนั้นก่อนสมัครบัตรเครดิตควรตรวจสอบความพร้อมด้านเครดิตของตนเองด้วย

PAGE TOP